ข่าวการแข่งขัน

หน้าหลัก

คู่มือการจับคู่ทีมงาน Worlds 2018

Home » ข่าวสาร » ข่าวการแข่งขัน

การจับคู่สายการแข่งขันของงาน Worlds ปี 2018 จะเริ่มในวันอาทิตย์ที่  23 กันยายน 2018 เวลา 19:00 น.

การจับคู่ก็คือการกำหนดว่าทีมใดจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มใดสำหรับรอบ Play-In Stage และ Group Stage ของงาน Worlds Championship ปี 2018 เราจะทำการจับสายการแข่งขันของทั้งสองรอบ โดยจะจับให้เสร็จไปทีละรอบตามกฎและโครงสร้างที่ระบุไว้ด้านล่าง โพสนี้มีไว้เพื่อบอกให้คุณเข้าใจถึงระบบการทำงานของการจับคู่และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการจับคู่

 

การจับคู่ในรอบ Play-In ทำงานอย่างไร?

ทีมทั้ง 12 ทีม จะถูกจัดลงใน 3 Pool ตามผลงานที่ผ่านมาของภูมิภาคนั้น ๆ ในระหว่างการจับคู่ ทั้ง 3 Pool นี้จะถูกแบ่งเป็นกลุ่มของการแข่งขันสำหรับทัวร์นาเมนต์

เราได้ใช้ผลงานการแข่งขันที่ผ่านมา 2 ปี ซึ่งรวมถึงงาน MSI ปี 2017 และ 2018 กับงาน Worlds ปี 2017 เพื่อทำการคัดเลือก Pool เราจะให้ความสำคัญกับผลงานใหม่มากว่าผลงานเก่าเสมอ เราจะวัดผลงานจากรอบการแข่งขันที่ทีมนั้น ๆ ไปถึง โดยไม่คำนึงถึงคู่ต่อสู้และคะแนนในเกม

นี่คือผลของการจับคู่รอบ Play-In:

กฏการจับคู่ในรอบ Play-In

•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาจาก Pool 1
•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาจาก Pool 2
•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาจาก Pool 3

 

ขั้นตอน

ขั้นตอนการจับคู่จะเริ่มจากการจับทีมทั้ง 4 จาก Pool 1 ไปลงใน Group ต่าง ๆ แล้วเราจะจับทีมจาก Pool 2 ไปใส่ในแต่ละ Group และสุดท้ายก็นำทีมจาก Pool 3 ลงไปใส่

 

การจับคู่ Group ทำงานอย่างไร?

ทีมทั้ง 16 ทีม จะถูกจัดวางใน Pool ต่าง ๆ ตามผลงานในปี 2018 ของพวกเขา ในระหว่างการจับคู่ Pool ทั้ง 3   จะถูกแบ่งเป็น Group ที่ต้องแข่งขันกันในทัวร์นาเมนต์

* Seed ที่ 1 ที่อยู่ใน Pool 1 ถูกวัดจากภูมิภาคที่ได้อันดับดีที่สุด 4 ภูมิภาค ในงาน MSI ซึ่งในปีนี้จะเป็น LPL (จีน), LCK (เกาหลี), EU LCS (ยุโรป) และ LMS (ไต้หวัน, ฮ่องกง, และมาเก๊า)

 

กฎการจับคู่ในรอบ Group

•    จะไม่มี Group ใด ที่จะมีทีมจากภูมิภาคเดียวกันได้มากกว่า 1 ทีม อย่างเช่น Seed #1 ของจีน และ Seed #2 ของจีนจะไม่มีทางอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาจาก Pool 1
•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาจาก Pool 2
•    ทุก Group จะต้องมี 1 ทีม ที่มาผ่านมาจากรอบ Play-In Stage

 

ขั้นตอน

การจับคู่จะเริ่มด้วยการแบ่ง Seed ต่าง ๆ ลงในแต่ละกล่องของ Pool ซึ่ง Group จะถูกเรียงตามตัวอักษณจากซ้ายไปขวา - A, B, C, และ D อย่างแรก Seed ทั้งหมดจาก Pool 1 จะถูกจับแบบสุ่ม แล้วจึงเป็น Pool 2  ทีมจากรอบ Play-In จะถูกจับลงกลุ่มต่าง ๆ หลังจากที่รอบ Play-In เสร็จสิ้นในวันที่ 7 ตุลาคม

เมื่อทำการจับ Seed แล้ว มันจะถูกวางลงในกลุ่มถัดไปที่สามารถวางลงได้เรียงตามตัวอักษร แต่มันจะต้องไม่ทำให้การวางทีมในกลุ่ม ๆ มีปัญหาในอนาคตโดยการทำให้ Seed อื่น ๆ ไม่มีที่ลง ตัวอย่างเช่น ถ้าหากการวาง Seed ถัดไปลงใน Group A จะทำให้การวาง Seed ต่อ ๆ ไปในอนาคตเกิดปัญหาขึ้น Seed นั้นก็จะต้อง “ข้าม” Group A ไป และถูกวางลงใน Group B, C หรือ D แทน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ว่าง – รายละเอียดจะบอกเพิ่มเติมในภายหลัง

ใน Pool 2 แต่ละ Group จะต้องมี 1 Seed จาก Pool 2 ก่อนที่แต่ละ Group จะสามารถมี 2 Seed จาก Pool 2 ได้ ยกเว้นว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในการจับคู่

ยกตัวอย่างเช่น หาก Seed #2 ของจีน ถูกจับขึ้นมาเป็นทีมแรกจาก Pool 2 แต่ Seed #1 ของจีน ได้ถูกวางใน Group A อยู่แล้ว เนื่องจากกฎข้อแรก (จะไม่มี Group ใด ที่สามารถมีทีมจากภูมิภาคเดียวกันได้) Seed #2 ของจีน จึงไม่สามารถถูกวางลงใน Group A ได้ และจะถูกวางใน Group ถัด ๆ ไป ซึ่งก็คือ Group B ซึ่งมีที่ว่างสำหรับทีมจาก Pool 2 และยังไม่มีทีมจากจีน

 

การจับคู่ที่เป็นไปไม่ได้

เนื่องจาก Seed ต่าง ๆ จะถูกจับแบบสุ่มและมีกฎหลาย ๆ ข้อที่เป็นตัวระบุว่า Seed ต่าง ๆ จะถูกวางลงที่ไหนได้บ้าง มันจะมีบางสถานการณ์ที่การจับคู่จะเป็นไปไม่ได้ และทำให้การจับคู่นั้น “ผิดพลาด” ขั้นตอนทั่วไปสำหรับการหลีกปัญหานี้ก็จะเหมือนเดิมในทุก ๆ ปี  ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นกับ Seed ของแต่ละ Pool ในทุก ๆ ปี ด้านล่างคือตัวอย่างของปี 2018

ในตัวอย่างด้านบน จะมี Pool 3 เหลืออยู่ 2 ที่ (ใน Group C และ D) Seed จาก Pool 3 ที่เหลือ 2 ที่ ที่จะต้องไปลงในตำแหน่งนั้น ๆ คือ (Seed #3 ของยุโรป และ Seed #3 ของอเมริกาเหนือ) แต่ Seed #3 ของอเมริกาเหนือไม่สามารถถูกจัดลงในทั้ง Group C หรือ Group D  ได้  เพราะทั้งสอง Group มีทีมจากอเมริกาเหนืออยู่แล้ว ดังนั้น Seed อื่น ๆ จากอเมริกาเหนือจะต้องไม่ถูกจัดลงใน Group นั้น ๆ

มันจะมีอยู่ 2 วิธี ในการจัดการสถานการณ์เหล่านี้ อย่างแรกก็เป็นการเริ่มการจับคู่ใหม่ทั้งหมดจนกว่าเราจะหลบหลีกปัญหาได้ แต่มันจะทำให้เราต้องเริ่มใหม่นับไม่ถ้วน และเนื่องจากมันเป็นการจับแบบถ่ายทอดสด มันจึงไม่สมเหตุสมผล

อีกทางหนึ่ง คือ เราจะจับตาดูการจับคู่ไปเรื่อย ๆ และเช็คว่ามันจะเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ ถ้ามันจะเกิดขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่เราจะเลือกทีมที่ 9, 10, 11, 13, 14, และ 15) เราสามารถเลื่อนทีมเหล่านั้นไปวางไว้ในตำแหน่งที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาได้

เพื่อที่จะได้มองเห็นภาพว่าการเช็คล่วงหน้านั้นทำได้อย่างไร มาดูตัวอย่างการจับคู่ที่ผิดพลาดด้านบน ในตัวอย่างนั้น เราไปถึงจุดที่การจับคู่เป็นไปไม่ได้แล้ว ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ Seed #3 ของจีน ถูกจับขึ้น – และเมื่อ Seed #3 ของจีน ถูกวางลงใน Group B (ถึงแม้ว่าจะเป็นการวางที่เป็นไปได้ก็ตาม) นั่นทำให้ ทีมหนึ่ง (Seed #3 ของอเมริกาเหนือ) ไม่สามารถลงใน Group C หรือ D ได้

แต่ว่า หากเราย้อนกลับไปก่อนที่เลือกทีมที่ 14 (ตอนที่เลือก Seed #3 ของจีน) เราจะเห็นว่ามันเป็นไปได้ที่จะคาดเดาเหตุการณ์นี้และป้องกันไม่ให้มันเกิดโดยการวาง Seed #3 ของจีน ไปในช่องที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหา สิ่งที่ตามมาคือวิธีในการดูว่า Seed #3 ของจีนจะต้องลองช่องไหนเมื่อเราเลือกทีมที่ 14

ในตัวอย่างนี้ จะมีทีมจากจีน, อเมริกาเหนือ, และยุโรป เหลืออยู่อย่างละ 1 ทีม จีนจะสามารถลงได้ 2 Group (Group B และ C) ยุโรปจะสามารถลงได้ 2 Group (Group C และ D) และอเมริกาเหนือลงได้ Group เดียวเท่านั้น (Group B)

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ถ้าหากทีมที่ 14 เป็นจีน เขาจะต้องถูกจับลงใน Group C เพราะการลงในช่องอื่น ๆ จะทำให้เกิดการจับคู่ที่เป็นไปไมได้ ดังนั้นเมื่อเลือกแล้ว ทีมจากอเมริกาจะต้องไป Group B และยุโรปจะต้องไป Group D

วิธีเช็คเหล่านี้จะทำให้มั่นใจว่าการจับคู่จะสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องเริ่มจับใหม่หมด และยังคงอยู่ในกฎที่เราตั้งไว้

นี่คือทุกอย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการจับคู่ของ Worlds ปี 2018 หากคุณต้องการดูว่า Group จะออกมาเป็นอย่างไร ให้ไปดูได้ที่ lolesports.com ในวันที่ 23 กันยายน 2018 เวลา 19:00 น.

By
Thu, 20 Sep 2018 11:55:01 +0700